ว่ากันด้วยเรื่องของการทำธุรกิจเกี่ยวกับ “เครื่องสำอาง” ซึ่งอยู่คู่กับเรื่องความสวยความงามของเราทุกๆ คนแล้วนั้น ต้องยอมรับเลยว่าธุรกิจด้านนี้ มีความก้าวหน้าทางการตลาดเป็นอย่างมากในยุคที่ “หน้าตา” ใช้ทำมาหากินได้อย่างที่สุดเลยหล่ะครับ บทความนี้เลยจะพาทุกๆ ท่านไปหาความรู้เกี่ยวกับ “ธุรกิจการทำเครื่องสำอางต้องทำอะไรตามกฏหมายบ้าง” กันครับ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น…เราไปชมกันดีกว่าครับผม
ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นอย่างไร?
ธุรกิจเครื่องสำอาง คือ ธุรกิจที่ทำผลิตพัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณต่างๆ ไปจนถึงการเสริมความงามเติมแต่งมากมาย โดยธุรกิจเครื่องสำอางนั้น แยกย่อยเป็นสินค้าสกินแคร์และแฮร์แคร์ โดยสินค้าสำหรับดูแลผิวหน้าและผิวกายจะได้รับความนิยมสูงสุดและในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยเติบโตเฉลี่ย 10-20% ต่อปี
กฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจเครื่องสำอาง
●ต้องผ่านการจดแจ้งอย.
ตามพ.ร.บ.เครื่องสำอาง กำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยในการใช้เครื่องสำอางไว้เป็นการเฉพาะมาตรการสำคัญคือ “การจดแจ้งเครื่องสำอาง” ตามมาตรา 14 กำหนดให้เวลาก่อนที่เครื่องสำอางจะวางจำหน่ายในท้องตลาด ผู้จะผลิตหรือผู้จะนำเข้าเครื่องสำอางมาเพื่อขาย ต้องจดแจ้งรายละเอียดของเครื่องสำอางนั้นต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน เมื่อได้รับอนุญาต หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ผ่านอย.” แล้ว จึงจะสามารถผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางนั้นเพื่อขายได้ นอกจากนี้ในมาตรา 32 ยังกำหนดหน้าที่ผู้ขายว่า ห้ามขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้งอย.อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าเครื่องสำอางทุกตัวจะสามารถผ่านอย. ได้ง่ายๆ เพราะในมาตรา 17 กำหนดหน้าที่แก่เลขาธิการอย.ให้มีคำสั่งไม่รับจดแจ้งเครื่องสำอางหากปรากฏว่าเครื่องสำอางนั้นมีลักษณะ ดังนี้
1) เครื่องสำอางไม่ปลอดภัยในการใช้ กล่าวคือ เป็นเครื่องสำอางที่ผลิตหรือใช้ภาชนะบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้, มีสารสลายตัวรวมอยู่ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้, มีสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เจือปนอยู่ หรือมีวัตถุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
2) ชื่อเครื่องสำอาง ห้ามใช้ชื่อในทำนองโอ้อวด ไม่สุภาพ ทำให้เข้าใจผิดจากความเป็นจริง หรือเป็นชื่อที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทยหรือทำลายคุณค่าของภาษาไทย
●ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยระบุตรงกับฉลาก
ในเบื้องต้น พ.ร.บ.เครื่องสำอาง มาตรา 22 กำหนดลักษณะของฉลากที่ผู้ผลิตเครื่องสำอางเพื่อขาย ผู้นำเข้าเครื่องสำอางเพื่อขาย และผู้รับจ้างผลิตเครื่องสำอางต้องจัดทำไว้ว่าต้องจัดทำฉลากให้มีลักษณะดังต่อไปนี้
ใช้ข้อความที่ตรงต่อความจริง ไม่มีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเครื่องสำอาง และไม่ใช้ข้อความที่ขัดต่อศีลธรรมหรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
ใช้ข้อความภาษาไทย และมีขนาดที่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้อาจมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้
ต้องระบุชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้า, ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตเครื่องสำอาง แต่หากเป็นการนำเข้าเครื่องสำอาง ต้องระบุชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า และชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต, ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน เดือน ปีที่ผลิตและหมดอายุ เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต และชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต, ข้อความอื่นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคตามที่คณะกรรมการเครื่องสำอางกำหนด
โทษเบื้องต้นของการค้าขายเครื่องสำอางผิดกฎหมาย
“ขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้ง” ระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท 3. “ขายเครื่องสำอางที่ฉลากไม่ตรงต่อความจริง อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “ธุรกิจการทำเครื่องสำอางต้องทำอะไรตามกฏหมายบ้าง” ที่เราได้นำมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้กันครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีมากๆ สำหรับทุกคนนะครับ
